← กลับไปหน้าบทความ

How-to · โดย ทีมบรรณาธิการ

กลยุทธ์ Multi-Platform: ปรับจูนโฆษณาให้เหมาะกับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อ ROAS ที่แท้จริง

การก๊อปปี้แผนการตลาดข้ามแพลตฟอร์มคือกับดักที่ลดทอนประสิทธิภาพการใช้จ่ายโฆษณา บทความนี้จะวิเคราะห์กลไกการค้นหาและอัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์ม พร้อมเทคนิคการปรับกลยุทธ์โฆษณาแบบเฉพาะทาง เพื่อเพิ่ม ROAS และยอดขายจริง ไม่ใช่แค่ยอดวิว

ภาพอินโฟกราฟิกไอโซเมตริกแสดงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามแห่งเชื่อมต่อกันด้วยท่อน้ำที่ไหลส่งเหรียญทองไปยังตาชั่งที่ชั่งน้ำหนักระหว่างยอดวิวและรายได้

ความแตกต่างเชิงโครงสร้างของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้ขายและผู้ดูแลแบรนด์ในปัจจุบันคือแนวคิด "One Strategy Fits All" หรือการนำแผนการตลาดเดียวกันไปใช้บนทุกแพลตฟอร์มโดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างทางพฤติกรรมผู้บริโภคและกลไกการทำงาน (Algorithm) ของแต่ละแพลตฟอร์ม สิ่งนี้อธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแต่ละแห่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Shopee และ Lazada เป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย "ความตั้งใจในการซื้อ" (Search-Intent) ผู้ใช้เข้ามาบนแพลตฟอร์มเหล่านี้โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการค้นหาและเปรียบเทียบสินค้า ขณะที่ TikTok Shop เป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย "ความตื่นเต้นและความสนใจ" (Interest-Driven) ผู้ใช้เข้ามาเพื่อรับความบันเทิงก่อน และถูกกระตุ้นให้ซื้อโดยเนื้อหามีความสนุกสนานหรือมีความน่าเชื่อถือจากผู้สร้างเนื้อหา (Creator) การเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานนี้เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายโฆษณา (Ad Spend)

กลไกการจับคู่ (Matching) และผลต่อกลยุทธ์โฆษณา

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ต้องเข้าใจว่า "กลไกการจับคู่" (Matching Mechanism) ของแต่ละแพลตฟอร์มทำงานอย่างไร เพราะกลไกนี้กำหนดว่าใครคือผู้ที่มีสิทธิ์เห็นโฆษณาของคุณ และเมื่อใด

Shopee: ค้นหาและแนะนำ

กลไกหลักของ Shopee คือการค้นหา (Search) และการแนะนำ (Recommendation) อัลกอริทึมของ Shopee จะจัดอันดับสินค้าโดยพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ คะแนนความเกี่ยวข้องของคำค้นหา, อัตราการแปลง (Conversion Rate), คะแนนบริการลูกค้า (CSAT), และคะแนนสินค้า (Product Score) การโฆษณาบน Shopee จึงต้องเน้นไปที่การปรับปรุง "Product Score" ผ่านการปรับแต่งข้อมูลสินค้า (Metadata) การตอบสนองรวดเร็ว และการจัดการสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อโฆษณาช่วยดันสินค้าขึ้นมา แต่สินค้าไม่ผ่านเกณฑ์ความพึงพอใจ ระบบจะลดการแสดงผลลงทันที ส่งผลให้ ROAS ตกต่ำลง

Lazada: เปรียบเทียบและคุณภาพ

Lazada มีกลไกที่คล้ายคลึงกับ Shopee แต่เน้นหนักไปทาง "คุณภาพ" และ "ความน่าเชื่อถือ" มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูงหรือต้องการการตัดสินใจอย่างรอบคอบ อัลกอริทึมของ Lazada ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีประวัติการดำเนินงานที่ดี การจัดส่งที่ตรงเวลา และอัตราการคืนสินค้าที่ต่ำ การใช้โฆษณาบน Lazada จึงควรโฟกัสไปที่การสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความเชื่อมั่นผ่านรีวิวและข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน

TikTok Shop: ความสนใจและการมีส่วนร่วม

TikTok Shop ทำงานบนพื้นฐานของ "For You Page" (FYP) ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับคำค้นหา แต่ขึ้นอยู่กับระดับการมีส่วนร่วม (Engagement) เช่น เวลาที่ใช้ดู (Watch Time), จำนวนครั้งที่ดูซ้ำ, การกดไลก์, การคอมเมนต์ และการซื้อจริง (Purchase) อัลกอริทึมจะพิจารณาว่าเนื้อหาชิ้นนั้น "ดึงดูด" ผู้ใช้ได้ดีเพียงใดก่อนจะเริ่มแนะนำให้กับกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น (Scale) การโฆษณาบน TikTok Shop จึงไม่ใช่การซื้อพื้นที่โฆษณาแบบเดิมๆ แต่คือการซื้อ "ข้อมูล" เพื่อให้อัลกอริทึมเรียนรู้ว่าใครคือลูกค้าของคุณ โดยที่เนื้อหานั้นต้องให้ความบันเทิงหรือมีคุณค่าก่อน

การปรับจูนเนื้อหา (Creative) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรม

การปรับกลยุทธ์ไม่ได้จบแค่ที่การตั้งค่าแคมเปญ แต่ต้อง延伸至เนื้อหา (Creative) ที่ใช้สำหรับการโฆษณา เพราะเนื้อหาคือตัวกำหนดประสิทธิภาพการแปลง (Conversion) โดยตรง

สำหรับ Shopee และ Lazada: ข้อมูลต้องชัดเจน

บนแพลตฟอร์มที่ต้องตัดสินใจผ่านการค้นหาและเปรียบเทียบ ภาพประกอบต้องแสดงสินค้าจากหลายมุม (Multi-angle shots) มีข้อความสำคัญชัดเจน เช่น จุดเด่นหลัก, ขนาด, หรือการรับประกัน การใช้ภาพที่มีพื้นหลังเรียบและเน้นตัวสินค้าช่วยให้ผู้ใช้งานตัดสินใจได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ การเขียนคำอธิบายสินค้า (Product Description) ต้องใช้คำสำคัญ (Keywords) ที่ตรงกับคำค้นหายอดนิยม และจัดโครงสร้างให้อ่านง่าย เพื่อลดความยุ่งยากในการตัดสินใจ

สำหรับ TikTok Shop: เรื่องราวต้องน่าสนใจ

บน TikTok Shop ความยาวของวิดีโอและ "Hook" ใน 3 วินาทีแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื้อหาลักษณะ "How-to", "Unboxing", หรือ "Before/After" มักทำงานได้ดีที่สุด วิดีโอต้องดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเหมือนโฆษณาแบบดั้งเดิม (Native Ad) การแสดงให้เห็นว่าสินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างไร หรือการให้รีวิวที่จริงใจ จะช่วยสร้าง Trust และกระตุ้นให้ผู้ใช้กดซื้อได้โดยไม่ต้องลังเล

การวัดผล: เน้น ROAS ไม่ใช่ Reach

เมื่อเริ่มปรับกลยุทธ์ตามกลไกของแต่ละแพลตฟอร์ม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนตัวชี้วัด (KPI) จาก "ยอดวิว" (Views/Impressions) ไปสู่ "อัตราผลตอบแทนจากการโฆษณา" (ROAS) และ "ยอดขายสุทธิ" (Net Revenue)

ยอดวิวที่สูงไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไร หากไม่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเหล่านั้นให้เป็นลูกค้าได้ ในทางกลับกัน แคมเปญที่มียอดวิวไม่สูงมากแต่มี ROAS สูง อาจเป็นแคมเปญที่สร้างกำไรได้มากกว่า

การติดตาม ROAS ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการใช้จ่ายจริงต่อรายได้ที่ได้รับ และช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่าควรเพิ่มงบประมาณในแพลตฟอร์มใด หรือควรลดงบประมาณลงเมื่อไหร่ นอกจากนี้ ควรแยกแยะ ROAS ออกเป็น ROAS ของแต่ละช่องทาง (Channel-level ROAS) เพื่อวิเคราะห์ว่าแพลตฟอร์มไหนทำงานได้ดีกับสินค้ากลุ่มไหน โดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้สึกส่วนตัว แต่ใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม ROAS บน TikTok Shop มักมีความผันผวนมากกว่า Shopee?

เนื่องจาก TikTok Shop อาศัยอัลกอริทึมการแนะนำแบบ Feed ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงกว่าการค้นหาแบบตรงไปตรงมา ความสนใจของผู้ใช้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Trending) ทำให้ประสิทธิภาพของแคมเปญขึ้นอยู่กับการที่เนื้อหาสามารถ "ติดกระแส" ได้หรือไม่ ขณะที่ Shopee มีฐานการค้นหาที่มั่นคงกว่า ทำให้ผลลัพธ์มีเสถียรภาพมากกว่า

ควรใช้งบประมาณโฆษณาเท่ากันทุกแพลตฟอร์มหรือไม่?

ไม่ ควรจัดสรรงบประมาณตาม "ศักยภาพ